Loading...

สำนักงานรัฐมนตรี กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

Office of the Minister Ministry of Natural Resources and Environment

ขนาดอักษร
เปลี่ยนการแสดงผล C C C
TH EN

ชาวใต้เฮ! “รมว.สุชาติ” เซ็นปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” หลังรอคอยมานาน มอบเป็นของขวัญ เดินหน้าสร้างสมดุล “คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้”

ชาวใต้เฮ! “รมว.สุชาติ” เซ็นปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” หลังรอคอยมานาน มอบเป็นของขวัญ เดินหน้าสร้างสมดุล “คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้”

ชาวใต้เฮ! “รมว.สุชาติ” เซ็นปลดล็อก “นกกรงหัวจุก” หลังรอคอยมานาน มอบเป็นของขวัญ เดินหน้าสร้างสมดุล “คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้”

วันนี้ (31 สิงหาคม 2569) เวลา 11.00 น. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานเปิดการประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติภายหลังการปรับสถานะทางกฎหมายของนกปรอดหัวโขน พร้อมมอบหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ณ โรงแรมเอส หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยมี ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช พร้อมด้วยผู้บริหารกระทรวงฯ ร่วมพิธี ขณะที่นายสังคม เกิดก่อ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ผู้นำชุมชน  หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และประชาชนในพื้นที่ ร่วมให้การต้อนรับและเข้าร่วมประชุม

นายสุชาติ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันสำคัญของพี่น้องชาวใต้ หลังได้ลงนามในกฎกระทรวงเพื่อปรับสถานะทางกฎหมายของ “นกปรอดหัวโขน” หรือนกกรงหัวจุก ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้เลี้ยงและเพาะพันธุ์ในภาคใต้รอคอยมาเป็นเวลานาน โดยตั้งใจให้การดำเนินการครั้งนี้เป็นของขวัญจากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม พร้อมส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชนควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

การปรับสถานะทางกฎหมายดังกล่าวมีเป้าหมายให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต วัฒนธรรม และเศรษฐกิจของชุมชน โดยเฉพาะภาคใต้ที่ประชาชนมีความผูกพันกับการเลี้ยงและเพาะพันธุ์นกมาอย่างยาวนาน ช่วยให้กิจกรรมดังกล่าวสามารถดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย และต่อยอดเป็นอาชีพและสร้างรายได้ให้กับชุมชน

“ชาวใต้รอเรื่องนี้มานาน วันนี้ผมได้ลงนามปลดล็อกนกกรงหัวจุก ถือเป็นของขวัญให้พี่น้องชาวใต้ แต่ขอย้ำว่า ปลดล็อกไม่ได้หมายความว่าเปิดให้จับนกจากธรรมชาติ เรายังคงต้องป้องกันและปราบปรามการล่านกป่าอย่างจริงจัง เพื่อรักษาประชากรนกในธรรมชาติไว้ให้ได้” นายสุชาติ กล่าว

หลังจากนี้ กระทรวงฯ จะส่งเสริมการเพาะเลี้ยงอย่างถูกต้องและเป็นระบบ เพื่อเพิ่มจำนวนนกจากการเพาะเลี้ยง ลดแรงกดดันต่อประชากรในธรรมชาติ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้ผู้เลี้ยงและเพาะพันธุ์ พร้อมพัฒนาฐานข้อมูลและเครื่องหมายประจำตัวนก เพื่อให้ตรวจสอบแหล่งที่มาและกำกับดูแลได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทำงานร่วมกับเครือข่ายผู้เลี้ยงและเพาะพันธุ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

รมว.ทส. ย้ำว่า การปรับกติกาครั้งนี้ต้องเดินควบคู่กับการอนุรักษ์ หากในอนาคตพบว่าประชากรนกปรอดหัวโขนในธรรมชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทบทวนมาตรการและเพิ่มระดับการคุ้มครองได้ เป้าหมายสำคัญคือการสร้างสมดุลให้ “คนอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้” และให้เศรษฐกิจชุมชนเติบโตไปพร้อมกับการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ

ทั้งนี้ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้จัดประชุมซักซ้อมแนวทางปฏิบัติภายหลังการปรับสถานะทางกฎหมายของนกปรอดหัวโขนที่จังหวัดสงขลา เพื่อเตรียมความพร้อมด้านการควบคุม การเพาะเลี้ยง การจัดทำฐานข้อมูล และมาตรการป้องกันการจับนกจากธรรมชาติ รวมถึงการป้องกันการปล่อยนกเลี้ยงคืนสู่ธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อประชากรนกสายพันธุ์ดั้งเดิม

ด้าน ดร.รวีวรรณ ภูริเดช ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า กระทรวงฯ มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติกับการพัฒนาคุณภาพชีวิตและเศรษฐกิจของประชาชน โดยเน้นการทำงานร่วมกับหน่วยงานและภาคีเครือข่าย เพื่อให้การใช้ประโยชน์จากทรัพยากรเป็นไปอย่างถูกต้องและยั่งยืน

ขณะที่ นายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กล่าวว่า กรมอุทยานฯ เตรียมมาตรการรองรับการปรับสถานะนกกรงหัวจุกอย่างรอบคอบ โดยให้ความสำคัญกับการป้องกันการจับนกจากธรรมชาติ การควบคุมการเพาะเลี้ยง และการติดตามประชากรนกในธรรมชาติ พร้อมจัดทำเครื่องหมายและฐานข้อมูลเพื่อให้ตรวจสอบและกำกับดูแลได้อย่างเป็นระบบ

นอกจากการปรับสถานะนกกรงหัวจุกแล้ว นายสุชาติยังได้มอบหนังสือแสดงที่อยู่อาศัยหรือทำกินภายในเขตป่าอนุรักษ์ (อส.12) ให้แก่ประชาชนในพื้นที่เขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลสาบสงขลา ตำบลเกาะหมาก อำเภอปากพะยูน จังหวัดพัทลุง เพื่อสร้างความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ลดข้อพิพาทระหว่างรัฐกับประชาชน และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาผืนป่า

สำหรับพื้นที่รับผิดชอบของสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 (สงขลา) ครอบคลุมจังหวัดสงขลา พัทลุง ตรัง และสตูล กรมอุทยานฯ ได้สำรวจและบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์แล้ว 401 หมู่บ้าน 37,585 ราย รวมเนื้อที่กว่า 358,481 ไร่ และจะเร่งดำเนินการตรวจรับรองสิทธิที่ดินทำกินในพื้นที่อื่น ๆ ควบคู่กับการส่งเสริมอาชีพและพัฒนาชุมชน เพื่อให้ประชาชนมีความมั่นคง สามารถอยู่ร่วมกับป่าได้ และนำไปสู่เป้าหมาย “คนอยู่ได้ ชุมชนเข้มแข็ง ธรรมชาติอยู่รอด” อย่างยั่งยืน

แกลเลอรี่